TCELS Call Center: 0-26445499
 

     นับจากนาทีที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ร่วมกันแถลงข่าวความสำเร็จโครงการถอดลำดับข้อมูลทางพันธุกรรมของมนุษย์ (Human Genome Project) ในวันที่ 26 มิถุนายน 2543 นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทั้งในสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน ทั้งในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ของบริษัทยา ต่างรีบเร่งนำความรู้จากโครงการดังกล่าวมาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อนำสู่ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อมนุษยชาติ ด้วยความหวังที่จะประสบความสำเร็จในการแสวงหาวิธีการรักษาโรคต่างๆ ที่ยังไม่สามารถรักษาได้ในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านความรู้ทางหน่วยพันธุกรรมของมนุษย์ เมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถระบุหาตำแหน่งและหน้าที่ของยีนได้ จะสามารถนำไปสู่ความเข้าใจในสาเหตุของโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การบำบัดรักษาโรคด้วยยีน รวมทั้งแนวโน้มที่โลกจะสามารถผลิตยาและวัคซีนใหม่ๆ เพื่อรักษาโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง ซึ่งคร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้นๆ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคทางระบบประสาท โรคชรา เป็นต้น 

    ไม่เพียงแต่ประเทศพัฒนาแล้วทางซีกโลกตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจแขนงใหม่นี้ แต่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเซีย เช่น จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ต่างก็เร่งทุ่มเทงบประมาณการลงทุนในด้านชีววิทยาศาสตร์ ด้วยเล็งเห็นว่าจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ในปี 2546 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเซีย-แปซิฟิก (Asia Pacific Economic Cooperation – APEC) ได้ประกาศจัดตั้ง APEC Life Science Innovation Forum ขึ้นมา เพื่อสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อเร่งพัฒนาธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ ซึ่งถึงวันนี้แนวโน้มที่ของธุรกิจชีววิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นแนวโน้มทางธุรกิจที่มีความสดใสจริง โดยในปี 2549 Ernst & Young ได้สำรวจพบว่าทั่วโลกสามารถทำรายได้จากธุรกิจนี้มากถึง 73,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นปีที่ธุรกิจเทคโนโลยีชีววิทยาศาสตร์ของโลกมีการลงทุนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 42

       สำหรับประเทศไทย วันที่ 18 มิถุนายน 2547 รัฐบาลในขณะนั้นได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานอิสระภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ 7 หน่วยงาน หนึ่งในนั้นคือศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย เพื่อทำหน้าที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คัดเลือกและพัฒนาเทคโนโลยีชีววิทยาศาสตร์ บริหารจัดการความรู้และกระตุ้นให้เกิดธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ในประเทศไทย ซึ่งได้มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์ความเป็นเลิศฯ และปฏิบัติงานจริงในวันที่ 29 ธันวาคม 2547

             
               ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์พรชัย มาตังคสมบัติ ประธานกรรมการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการก่อกำเนิดของศูนย์ความเป็นเลิศฯ ได้กล่าวถึงการก่อตั้งศูนย์ความเป็นเลิศฯ ในครั้งนั้นว่าจะเป็นความหวังของประเทศไทยในการก้าวทันกระแสธุรกิจชีววิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพที่ขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วในระดับโลก
 
 
 
             1.เสริมสร้าง พัฒนา ปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพ เภสัชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ด้านชีววิทยาศาสตร์ และบริการสุขภาพให้เกิดมูลค่าเพิ่ม
             2.สร้างและขยายเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนางานและการลงทุนด้านชีววิทยาศาสตร์สุขภาพ    
             3. ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการลงทุน ร่วมทุนด้านชีววิทยาศาสตร์สุขภาพในประเทศไทย  
 
 
 
 

วิสัยทัศน์

     เป็นศูนย์กลางการจัดการองค์ความรู้ ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในด้านชีววิทยาศาสตร์สุขภาพและผลักดันให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค

พันธกิจ 

            1. กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาธุรกิจและการลงทุนด้านชีววิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพของประเทศไทย
            2. สนับสนุนการพัฒนาเภสัชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวกับชีววิทยาศาสตร์สุขภาพ
            3. เชื่อมโยงเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรและสถาบันที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ  
            4. ติดตามความก้าวหน้าและชี้ให้เห็นโอกาสในการพัฒนาธุรกิจและการลงทุนด้านชีววิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพให้กับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรและสถาบันต่างๆ
            5. สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านชีววิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพของประเทศไทย
            6. เป็นศูนย์กลางประสานงานด้านชีววิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพของประเทศ

 
 
 
            ประเทศไทยมีการวางรากฐานและพัฒนาเทคโนโลยีชีววิทยาศาสตร์มาแล้วกว่า 20 ปี เราจึงเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีจุดแข็งหลายประการ เพียงแต่เป็นจุดแข็งที่ซ่อนตัว และกระจัดกระจายกันอยู่ตามห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ของบริษัทเอกชน หรือหน่วยงานราชการ เรามีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานจำนวนมาก ที่รอการต่อยอดเพื่อพัฒนาสู่การทำผลิตภัณฑ์ในระดับอุตสาหกรรม แต่การขาดองค์กรมาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวม ประสานงาน การต่อยอดงานวิจัย รวมทั้งการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศ
 
            ศูนย์ความเป็นเลิศฯ จึงเกิดและเติบโตขึ้นพร้อมกับความคาดหวังของรัฐบาลที่วางบทบาทและหน้าที่ให้เป็นหน่วยงานหลักของประเทศในการสร้างแรงจูงใจ และแสวงหาความร่วมมือกับนักเทคโนโลยี นักลงทุน นักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจด้านชีววิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพหรือชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และเน้นให้เกิดการลงทุนด้านชีววิทยาศาสตร์ในประเทศไทย รวมถึงงานวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวกับชีววิทยาศาสตร์
 
            อาจจะมีผู้คนมากมายตั้งข้อสงสัยว่าเร็วเกินไปหรือไม่ ที่ประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็กอย่างประเทศไทย จะกระโดดเข้ามาสู่อุตสาหกรรมที่เป็นศาสตร์ใหม่ มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อน คำตอบของคำถามนี้อยู่ที่การตั้งคำถามกลับตัวเองว่าหากประเทศไทยไม่ลงมือทำพร้อมๆ กับประเทศอื่นในโลก เราจะตามคนอื่นทันได้อย่างไร ปัจจุบันโลกเพิ่งก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกกันว่าจีโนมิกส์ได้ไม่นาน และทุกประเทศต่างกำลังเร่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านชีววิทยาศาสตร์ของตนเองให้ทันกับความก้าวหน้าที่กำลังเกิดขึ้น การเดินร่วมทางไปพร้อมกับประเทศที่พัฒนาแล้วน่าจะเป็นข้อได้เปรียบมากกว่าการเริ่มตั้งหลักก้าวเดินเมื่อประเทศอื่นรุดหน้า เพราะนั่นอาจหมายถึงการตกขบวนอันเนื่องมาจากขาดการเตรียมความพร้อม
 
            ประเทศไทยอาจจะไม่สามารถคิดค้นหรือผลิตเทคโนโลยีด้านชีววิทยาศาสตร์ได้ด้วยตัวเอง แต่การเตรียมความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จะทำให้เราพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้ทันทีเมื่อเทคโนโลยีของโลกเดินทางไปถึงจุดนั้น
 
            “บทบาทของศูนย์ความเป็นเลิศฯ คือการเตรียมฐานของประเทศ และทำให้เกิดนวัตกรรมด้วย และหากเราตามทันประเทศอื่นจริงๆ ซีกโลกในแถบเอเซียก็ยังเป็นฐานของอะไรหลายๆ อย่าง ฐานการผลิต คนก็อยู่ในซีกโลกนี้เยอะ ก็สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาขายได้ ตลาดก็อยู่แถวนี้ เพราะฉะนั้นการมองตรงนี้คือการมองต่อไปว่ามันจะเกิดเทคนิค ผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ ในเรื่องพวกนี้หากเราไม่ทำก็ตามเขาไม่ทันแน่นอน” นายกำจร พลางกูร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารศูนย์ความเป็นเลิศฯ ส่วนการสนับสนุนงานวิจัยกล่าว
 
             ทั้งนี้ คาดว่าศูนย์ความเป็นเลิศฯ จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่ประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท รวมทั้งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมประสานงานของประเทศด้านชีววิทยาศาสตร์ (National Focal Point) โดยมีรายละเอียดด้านพันธกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมายและแผนยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานดังนี้